BMW Thailand

  • Auto Industry News

          

     

    มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 ใหม่ ที่สุดของที่สุด Make All Chapters Remarkable เป็นที่สุดในทุกบทบาท ย้ำชัดนี่คือรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่คนไทยรอคอยมากที่สุด

    กรุงเทพฯประเทศไทย, 13พฤศจิกายน2560 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดงานเปิดตัวแนะนำที่สุดของรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5 โฉมใหม่ ล่าสุด มาพร้อมรูปทรงการออกแบบอันสง่างามทั้งภายนอกและภายใน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของงานศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา หรูหราแบบพรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุขสำหรับการพักผ่อนให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน เติมเต็มความสปอร์ตหรูหราสไตล์ยุโรป รวมเอาสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้แนวทางการออกแบบ “less is more” หรือ การออกแบบด้วยการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ดูเรียบง่าย แต่สุขุมและยังคงให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาทเท่านั้น ตั้งเป้าขาย 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100%

    READ MORE

    ENGLISH

     

    การ์มิน E530 กล้องติดหน้ารถที่คุ้มค่า

    ถ้าคุณยังไม่ได้มีซักตัว ผมการันตีว่าคุณต้องมีซักตัว เพราะมันจะไม่มีอะไรที่น่ารำคาญไปมากกว่าการเป็นผู้ไร้เดียงสากับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อไม่นานมานี้ผมเจออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ที่แย่ไปกว่านั้นคู่กรณีของผมขับรถไม่มีประกันภัย!! แถมยังขับรถมาตัดหน้าแล้วแถรถมาชนข้างของรถผมซะอีก... เป็นตามธรรมเนียมที่คนขับรถไม่มีประกันรถยนต์มักจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่ฝ่ายผิด แล้วงานก็เข้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้...ซึ่งความซวยก็มาเกิดที่ผมอีกเมื่อรถของผมดันเป็นรถป้ายแดงแถมผมก็ยังไม่ได้ติดกล้องหน้ารถ...แอบคิดในใจไม่ได้นะ ว่าซวยยิ่งกว่าซวย...

    สมัยนี้บริษัทประกันภัยก็แนะนำและแถมส่วนลดค่าเบี้ยประกันให้กับคนที่ใช้กล้องติดหน้ารถ...ซึ่งพวกบริษัทประกันภัยก็จะยอมเสนอส่วนลดให้กับลูกค้าถ้ามีคำสั่งมาจากรัฐบาล ซึ่งกล้องติดหน้ารถสมัยนี้ก็มีระดับราคาที่หลากหลาย ซึ่งโดยทั่วไปก็จะมีสนนราคาอยู่ตั้งแต่ 1,000 – 6,000 บาท แถมยี่ห้อก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ Novatek, Papago, หรือ SJ Camera ซึ่งมันก็เหมือนแฝดผู้พี่ Go-Pro แต่ราคาได้ใจว่าเยอะ.. ซึ่งในวันนี้ผมได้รับกล้องติดหน้ารถยี่ห้อ Garmin E530 มาทดสอบให้เห็นถึงคุณภาพกล้องติดหน้ารถ สำหรับ Garmin E530 นี้มีราคาอยู่ที่ 5,800 บาท หรือ ประมาณ 175 ดอลลาร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกล้องติดหน้ารถระดับบนเลยทีเดียว

    READ MORE

     

    Sony FDR X3000R - Best Biker Action Camera?

    Riding a motorcycle requires your undivided attention with just a few inches of rubber keeping you on your bike. And tires are designed with safety in mind for grip and stopping power. Equally, manufacturers of motorcycle accessories from GPS to action cameras try to keep things as easy and straightforward as possible to keep your attention on the road. For adventure or insurance, which helmet cam can you rely on?

    A Cornered Market

    Three manufacturers stand out from the rest for motorcycle use: GoPro, Drift and Sony.

    GoPro, the market leader and the ‘dudes’ favourite have cornered just about every aspect of the action camera scene. Clever marketing and a very good product have caught the attention of surfers, adrenalin junkies and bikers alike. GoPro has since come a long way from the Woodman Labs era, and while not the first action camera to capture thefirst-person action, they certainly influenced the market we see today.

    GoPro perfectly timed their explosion into the extreme sports world as the World Rally Championship (WRC) gave us onboard views that amazed TV viewers, the rush of downhill skiing and fear - certainly from a viewer’s point of view, with adrenalin sports such as base jumping. But like many other manufacturers in other industries, the timing was their key to success, and to use a ‘HERO’ now, is almost a religion.

    But let’s forget surfing, skiing or scuba diving for a second, and let us focus on the all-important features required for a rider. And while we’ve covered action cams in the past, Sony’s new FDR X 3000 R has raised the question again, and perhaps the bar. But does it cut the mustard and fill in the blanks that GoPro and Drift left empty?

    READ MORE

     

     

  • ChargeNow: นวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศไทย ร่วมด้วยกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมริเริ่มการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

    จากซ้าย

    1. มร. เทอเรนซ์ เซียว ผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชีย Greenlots
    2. คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด
    3. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    4. คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน
    5. คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
    6. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

     

    กรุงเทพ. บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมด้วยบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด Greenlots เซ็นทรัลกรุ๊ป และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งประวัติการณ์ เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการรับรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทย ข้อตกลงดังกล่าวนำไปสู่การเปิดตัว ChargeNow เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดหรือรุ่นใด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า 50 สถานีทั่วประเทศ ในระยะแรกของการเตรียมวางเครือข่าย

     

    “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยึดมั่นต่อความยั่งยืนในทุกตลาดที่เราดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการนำเสนอบริการ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า การเปิดตัว ChargeNow ในประเทศไทย คืออีกก้าวอันสำคัญยิ่งของการดำเนินภารกิจตามวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตอันยั่งยืนอย่างแท้จริง  ด้วยการนำเสนอบริการที่อำนวยความสะดวกและทำให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก เรามุ่งหวังที่จะจุดประกายความสนใจในยานยนต์แห่งอนาคตในหมู่ผู้ใช้งานชาวไทย โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน               การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับชาติผ่านนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน” มร. สเตฟาน                 ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว

     

    ให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเป็นเรื่องง่ายๆ

     

    บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด และ Greenlots ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานแบบเปิด แพลตฟอร์ม cloud-based และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ โดย Greenlots ได้ติดตั้งสถานีชาร์จมาแล้วถึง 150 สถานีใน 70 แห่งทั่วประเทศสิงคโปร์ สำหรับในประเทศไทย Greenlots ได้ร่วมมือกับบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด วางเป้าหมายที่จะติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด จำนวน 50 สถานี ในช่วงแรกของการเตรียมวางเครือข่าย

     

    คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจของ                   โพลีเทคโนโลยีและ Greenlots อย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการริเริ่มโครงการ ChargeNow สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดในประเทศไทย เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ที่เห็นความสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่จะมาถึงในไม่กี่ปีข้างหน้านี้”

     

    ความร่วมมือในโครงการ ChargeNow ระหว่างโพลีเทคโนโลยีและ Greenlots ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเป็นเรื่องสะดวกและง่ายดายอย่างที่ควรจะเป็น โดยตัวชาร์จจะมีให้บริการหัวชาร์จ AC ทั้งแบบ Type I และ Type II ภายในเครื่องเดียว ลูกค้าที่เข้าในโครงการ ChargeNow สามารถชาร์จรถยนต์ของตัวเองได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นใดหรือยี่ห้อใดก็ตาม

     

    ทำเลเด่นของสถานที่ตั้งโครงการChargeNow ทั่วประเทศ

     

    ในฐานะพันธมิตรแรกที่ร่วมโครงการ ChargeNow เซ็นทรัลกรุ๊ป ผู้พัฒนาด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีความเชี่ยวชาญและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้ให้ความร่วมมือทางด้านที่ตั้งของสถานีชาร์จในศูนย์การค้าสาขาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ด้วยจำนวนศูนย์การค้าระดับพรีเมียมที่มีมากกว่า 30 สาขา เซ็นทรัลกรุ๊ปจึงเป็นผู้ให้บริการด้านที่ตั้งของสถานี ChargeNow ให้แก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสมไร้ข้อสงสัย สามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและให้ความเพลิดเพลินในขณะที่รอรถยนต์ชาร์จอยู่

     

    คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรและผู้พัฒนาธุรกิจค้าปลีกระดับโลก ในขณะเดียวกัน เราก็มุ่งมั่นที่จะนำเสนอที่สุดแห่งประสบการณ์และคุณค่าในการให้บริการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า โครงการ ChargeNow และแนวคิดของการเป็นสังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าเป็นการก้าวไปสู่อนาคตอย่างชัดเจน ซึ่งเราเล็งเห็นการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ที่ไม่จำกัดเฉพาะในระดับโลก แต่ยังรวมถึงในประเทศไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรริเริ่มโครงการ ChargeNow ที่ตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งนำร่องใน 13 แห่งแรกทั่วประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เซ็นทรัล ชิดลม เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล และโรบินสัน”

     

    ด้านที่อยู่อาศัยนั้น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมือง                   ที่นำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ซึ่งทุกโครงการล้วนตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย ใกล้ย่านธุรกิจที่สำคัญที่พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow ครั้งนี้

     

    คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นเวลา 25 ปีแล้วที่เป้าหมายสูงสุดของเอพี ไทยแลนด์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนเมือง เรามุ่งมั่นที่จะสร้างที่อยู่พักอาศัยซึ่งตอบทุกมิติของการใช้ชีวิตอันทันสมัย เราเปิดรับทุกไอเดียใหม่ๆ โซลูชั่นในการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการใช้พื้นที่ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โครงการ ChargeNow จึงเป็นมุมใหม่ของการใช้ชีวิตอันทันสมัยในสังคมของ             ยานยนต์ไฟฟ้าที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างแท้จริง เรายินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้”

     

    โครงการ ChargeNow ยังคงเปิดรับพันธมิตรที่จะมาเข้าร่วมเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยเป้าหมายที่จะสรรค์สร้างสังคมแห่งยานยนต์ไฟฟ้า และนำไปสู่การไร้การปล่อยก๊าซคาร์บอนในที่สุด

     

    ปัจจุบัน โครงการ ChargeNow ให้บริการสถานีสาธารณะในการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 65,000 แห่งใน 27 ประเทศทั่วโลก ด้วยวิธีการชาร์จที่ง่ายดายและรวดเร็ว สำหรับในประเทศไทย สถานีโครงการ ChargeNow จะแสดงที่ตั้งผ่านสมาร์ทโฟนหรือในเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้ลูกค้าทราบได้ว่าสถานีไหนว่างหรือมีการใช้งานอยู่ โดยลูกค้าจะได้รับการ์ด ChargeNow เพื่อสามารถเข้ารับบริการในสถานีซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ให้บริการโดยพันธมิตรต่าง ๆ และลูกค้าจะได้รับบิลค่าบริการในทุกสิ้นเดือน เช่นเดียวกับบิลค่าบริการโทรศัพท์มือถือนั่นเอง 

     

    โครงการ ChargeNow จะเริ่มเปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับเจ้าของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่มีหัวชาร์จ AC ทั้งแบบ Type 1 (SAE J1772) และ Type 2 (IEC 62196) ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดหรือยี่ห้อใด              โดยจะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดในการลงทะเบียนล่วงหน้า ในช่วงประมาณไตรมาสที่สามของปี 2560 นี

     

    รูปภาพเพิ่มเติม

    จากซ้าย

    1. มร. เทอเรนซ์ เซียว ผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชีย Greenlots
    2. คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด
    3. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    4. คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน
    5. คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
    6. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

    จากซ้าย

    1. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    2. คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
    3. คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด
    4. มร. เทอเรนซ์ เซียว ผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชีย Greenlots
    5. คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด
    6. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    7. คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน
    8. คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
    9. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
    10. คุณชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สื่อสากล จำกัด

    ChargeNow เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดหรือรุ่นใด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

  • Take Over the Track with The BMW HP4 Race Bike

    Courtesy of luxatic.com

    BMW Motorrad has finally confirmed and detailed the full production version of the BMW HP4 Race bike and.. it’s just as incredible as expected. Set to feature a full carbon fiber frame that weights only 7.8 kg, this ravishing motorcycle benefits from 212 hp at 13,900 rpm and 88.5 lb.ft. of torque at 10,000 rpm, which should be more than enough for two wheels.

    Other technical details worth mentioning include carbon fiber wheels, an Öhlins FGR 300 fork, the Öhlins TTX 36 GP shock, Brembo GP4 PR monoblock brake calipers and a close-ratio racing gearbox. The Launch Control & Pit Lane Limiter was probably not meant to be used on the streets, but the cool BMW HP Motorsport colours should make up for that.

    Read More

     

     

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย คว้ารางวัล Car & Bike of the Year 2017 ครองรางวัลรวม 15 รุ่น ตอกย้ำสถานะผู้นำแห่งนวัตกรรมยานยนต์

     

     

     

     

    กรุงเทพฯ.บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียม ด้วยรางวัล “Car & Bike of the Year 2017 ยอดเยี่ยมแห่งปีสูงสุดถึง 15 รางวัล สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

     

    มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีที่มาจากวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีระดับพรีเมียมที่จะเชื่อมต่อทุกมิติของการใช้ชีวิตอย่างไม่หยุดยั้ง รางวัลCar & Bike of the Year2017 กว่า 15 รางวัล จึงเป็นเครื่องพิสูจน์สถานะผู้นำและความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง”

     

    รางวัลCar & Bike of the Year2017 นับเป็นหนึ่งในรางวัลประจำปีที่ทรงเกียรติที่สุดสำหรับผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศไทย จัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในการคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การออกแบบ และการผลิต โดยมีรถยนต์ 125 คัน และรถมอเตอร์ไซค์60 คัน เข้าร่วมการทดสอบและรับการประเมินในปีนี้ โดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยและสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย

     

    ทั้งนี้ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์ราดในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อยนตรกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป อันเป็นผลมาจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยในปีนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้รับรางวัลรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ยอดเยี่ยมแห่งปี(Car and Bike of the Year) สูงสุดถึง 15 รุ่น ได้แก่

     

    บีเอ็มดับเบิลยู

    1.   Best Hatchback under 1,600 CC

    บีเอ็มดับเบิลยู 218i Active Tourer M Sport

     

    2.   Best Hatchback Diesel under 2,000 CC

    บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport

     

    3.   Best Hybrid Sedan under 2,000 cc

    บีเอ็มดับเบิลยู 330e

     

    4.   Best Hybrid Super Car

    บีเอ็มดับเบิลยูi8

     

    5.   Best Hybrid Luxury SUV

    บีเอ็มดับเบิลยูX5xDrive40e M Sport

     

    6.   Best Luxury Car

    บีเอ็มดับเบิลยู 740Li

     

    7.   Best Luxury Car Diesel

    บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld M Sport

     

    8.   Best Sport Sedan

    บีเอ็มดับเบิลยู 420i Gran Coupe Sport

     

    9.   Best SUV under 2,000 CC Diesel

    บีเอ็มดับเบิลยูX4xDrive20d M Sport 

     

    มินิ

    10. Best Convertible

    มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวอร์ทิเบิล

     

    11. Best Sport Hatchback 3 Door

    มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์

     

    12. Best Sport Hatchback 5 Door 

    มินิ คูเปอร์ เอสดี 5 ประตูSeven Edition

     

    บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

    13. Best Sport Bike Heavyweight

     

    บีเอ็มดับเบิลยูS 1000RR

     

    14. Best Adventure Heavyweight

    บีเอ็มดับเบิลยูS 1000XR

     

     

    15. Best Cruiser Heavyweight

    บีเอ็มดับเบิลยูR nineT

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ 2 รุ่นพร้อมเทคโนโลยี iPerformance และ M Performance

    บรรยายภาพ - บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต (ที่ 2 จากซ้าย) ประธาน และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร ร่วมด้วยคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และคุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร (ขวาสุด) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวทัพรถยนต์รุ่นใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence และบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury รุ่นปรับโฉมใหม่ ณ โรงแรมเดอะ สุโขทัย ถนนสาทร

     

    กรุงเทพฯ.บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวทัพรถยนต์รุ่นใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ที่มาพร้อมเทคโนโลยีBMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance และบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury รุ่นปรับโฉมใหม่ ณ โรงแรมเดอะ สุโขทัย ถนนสาทร เตรียมให้ได้สัมผัสสุนทรียะแห่งการขับขี่ในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยูในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ครั้งที่38 ที่กำลังจะมาถึงนี้

    มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์7 ใหม่นี้          ถือเป็นอีกขั้นของนวัตกรรมด้านยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับสมรรถนะและความปราดเปรียวในการขับขี่ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากบีเอ็มดับเบิลยู ตระกูลi มาสู่รุ่นแฟลกชิปของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสาน BMW eDrive เข้ากับขุมพลังBMW TwinPower Turbo หรือโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแบบCarbon Core เพื่อคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุด นับเป็นมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเซ็กเมนต์นี้”

     

    นอกจากนี้ เรายังนำสุดยอดแห่งนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบอันทรงพลังด้วยเทคโนโลยีM TwinPower Turbo ในห้องเครื่อง ที่พร้อมจะทะยานไปด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น”

     

    “และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ในการขับขี่คล่องแคล่วสไตล์สปอร์ต พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค เรายังได้แนะนำบีเอ็มดับเบิลยู320d M Performance รุ่นพิเศษพร้อมชุดแต่งM ในราคาที่คุ้มค่าพร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู320d GT Sport และ 320d GT Luxury โฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบโฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา”

    บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด

    ราคาจำหน่าย 6,699,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีBMW eDrive ในบีเอ็มดับเบิลยูตระกูลi นำมาสู่บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมโครงสร้างCarbon Core และแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง ผสานด้วยเทคโนโลยีเฉพาะBMW TwinPower Turbo ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้สุนทรียะแห่งการขับขี่เหนือระดับ และความหรูหราสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล นอกจากนี้ ยังสามารถนำเทคโนโลยีEfficient Dynamics มารวมเข้ากับ            ยนตรกรรมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดารถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยกัน

    ที่สุดของสองโลก: เทคโนโลยีBMW eDrive และBMW TwinPower

    บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยีBMW TwinPower นับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุด ระบบการขับขี่ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

     

    ยิ่งไปกว่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังรับหน้าที่ส่งพลังด้วยการสำรองพลังงานขณะแตะเบรก หรือด้วยการเพิ่มค่าภาระเครื่องยนต์ตามระบบไฮบริดที่เลือกใช้ จากนั้นจึงดึงพลังเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง และเมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จะสามารถสร้างระยะทางสูงสุดได้ถึง 41 กิโลเมตร (ระยะทางสูงสุดอาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์) มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีดSteptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

     

    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อถาวรสำหรับการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence เดินตามรอยบีเอ็มดับเบิลยูX5xDrive40e ในฐานะรถยนต์           รุ่นที่สองที่จ่ายพลังงานด้วยการขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ หรือเมื่อขับขี่ทั้งสองระบบในเวลาเดียวกัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะยังช่วยให้ยึดเกาะถนนได้อย่างดียิ่ง และให้เสถียรภาพอันเหนือชั้น รวมไปถึงความปราดเปรียวที่พร้อมรับมือทุกสภาวะอากาศและทุกสภาพถนน

     

    ด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence สามารถเร่งเครื่องได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยCO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence อยู่ที่ระหว่าง 13.9 ถึง 13.2 กิโลวัตต์ ต่อ 100 กิโลเมตร (ตัวเลขคำนวนจาก EU test cycle สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์)

     

    ปุ่มeDrive และสวิทช์ปรับโหมดขับขี่

     

    ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่มeDrive บริเวณกลางคอนโซลเพื่อเปลี่ยนไปสู่การขับขี่ปลั๊กอินไฮบริดได้อย่างง่ายดาย และในการใช้งานAUTO eDRIVE hybrid ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานด้วยกันได้อย่างสูงสุดเต็มกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นเลิศที่สุด

     

    ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับไปใช้โหมดไฟฟ้าล้วนMAX eDRIVE ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยโหมดนี้จะเปลี่ยนไป ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงขุมพลังจากเครื่องยนต์มาใช้ได้ตลอดเวลาหากเหยียบคันเร่งจนสุด ด้วยโหมดMAX eDRIVE บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence สามารถให้ความเร็วสูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังมาพร้อมกับสวิทช์ปรับโหมดขับขี่ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซล ผู้ขับขี่สามารถเปิดสวิทช์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่อันปราดเปรียวและสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น สวิทช์ปรับโหมดขับขี่ยังเสนออีกหนึ่งทางเลือกด้วย ADAPTIVE modeซึ่งสามารถตอบสนองต่อสไตล์การขับขี่และข้อมูลเส้นทางของผู้ขับขี่อย่างเห็นได้ชัด

     

    ประสิทธิภาพชั้นเลิศที่มาพร้อมกับสุนทรียะในการขับขี่ ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล และความหรูหราเฉพาะตัว

    มาตรฐานอันเหนือชั้นของ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังรวมไปถึงไฟหน้าAdaptive LED กุญแจBMW Display Key ระบบนำทางแบบProfessional และระบบปฏิบัติการiDrive ที่รวมถึงฟังก์ชันทัชสกรีนบนหน้าจอ และBMW Gesture Control การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ บริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ด้วยระบบระบายอากาศในเบาะและฟังก์ชันนวดเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นในการปรับเบาะให้อุ่นได้ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังเติมเต็มที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วยเบาะที่นั่งExecutive Lounge Seating และหลังคากระจกแบบSky Lounge Panorama

     

    บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence

    ราคาจำหน่าย 12,499,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

     

    บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence ได้กลายเป็นรุ่นแฟลกชิปอีกหนึ่งรุ่นของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ด้วยความประณีตหรูหราเหนือระดับ พร้อมขุมพลังในทุกช่วงเวลาการขับขี่จากเครื่องยนต์           12 สูบ ผสานพลังเทคโนโลยีM Performance TwinPower Turbo จึงยกระดับสถานะของบีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

     

    เปี่ยมด้วยขุมพลังแห่งการขับขี่

     

    บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence เปิดตัวขุมพลังใหม่ล่าสุดM Performance TwinPower Turbo พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ เครื่องยนต์V12 ภายใต้ตราประทับ“M Performance” มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาทีพร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อยCO2 รวมที่ 291 กรัมต่อกิโลเมตร)

     

    ด้วยเทคโนโลยีM Performance TwinPower Turbo อันเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ่ายโอนพลังงานผ่านระบบเกียร์ 8 สปีดSteptronic Sport ซึ่งถูกปรับแต่งตามคุณลักษณะของเครื่องยนต์V12 โดยเฉพาะ

     

    พิชิตทุกคู่แข่งในเซกเมนต์ในด้านความปราดเปรียวและความสะดวกสบายในการขับขี่

     

    ระบบกันสะเทือนนวัตกรรมExecutive Drive Pro คือบัตรผ่านของความปราดเปรียวอันเฉียบคมและความสะดวก สบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบActive roll ช่วยลดการสะเทือนของตัวรถให้              น้อยที่สุด ผสมผสานกับสมรรถนะจากยางรถยนต์ด้วยล้ออัลลอยพิเศษน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว เพื่อสร้าง                 ความคล่องแคล่วในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสรถยนต์เดียวกันให้กับบีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model             V12 Excellence โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่แม้แต่น้อย

     

    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะBMW xDrive ที่ถูกออกแบบเพื่อเน้นการขับขี่ที่ล้อหลัง ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างสมดุล ความคล่องแคล่วในการขับขี่และระบบความปลอดภัยยังเป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมจากระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อของบีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence ช่วยเสริมการเข้าโค้งของเพลาล้อรถด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ ด้วยการปรับมุมการเข้าโค้งของล้อหลังได้ตามแต่ละสถานการณ์นอกจากนี้ ชุดเบรกM Sport ใหม่ ที่มากับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิคติดตราอักษรM ภายใต้ล้ออัลลอย                W-Spoke ขนาด 20 นิ้ว เป็นการตีประทับให้กับคลังอาวุธอันปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence ซึ่งพร้อมที่จะผ่อนกำลังหรือหยุดรถในทุกเวลาได้อย่างเหนือชั้น

     

    บีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence มาพร้อมแถบโครเมียมพาดยาวตลอดช่วงหน้ากว้างของช่องดักอากาศ ในขณะที่กระจังหน้าไตสีเงินก็มาพร้อมกับแถบโครเมียมด้านหน้า และล้อมกรอบด้วยโครเมียมสว่าง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายละเอียดตามจุดต่างๆ ของตัวรถที่ตกแต่งด้วยโครเมียมสว่างเช่นกัน พร้อมติดตรา“V12 ที่ขอบฝากระโปรงท้ายอีกด้วย

     

    ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้บริเวณพวงมาลัย และตัวอักษรV12 ที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าปัดรถเมื่อผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ขอบประตูรถตกแต่งด้วยโลโก้V12 เรืองแสง สร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความรื่นรมย์ในการขับขี่ที่จะเกิดขึ้น โดยโลโก้V12 ยังอวดโฉมอยู่บนคอนโซลและหน้าจอTouch Command Panel บริเวณที่วางแขนของห้องผู้โดยสารด้านหลัง

     

    ความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับความทันสมัยหรูหราเหนือระดับ

     

    เบาะด้านหน้าอันสะดวกสบายสามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้าและฟังก์ชันจดจำตำแหน่งของผู้นั่ง เมื่อจับคู่เข้ากับพรมหนานุ่มพิเศษของห้องผู้โดยสารด้านหลัง จึงช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราอันเหนือชั้น ขณะที่ตัวเบาะ บริเวณข้างที่นั่ง พนักพิงศีรษะ ประตูด้านในรถ และที่วางแขนตรงกลางและด้านข้าง หุ้มด้วย หนังแกะคุณภาพเยี่ยม เติมเต็มบรรยากาศแห่งความหรูหราได้อย่างมีรสนิยม

     

    เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์7 โฉมใหม่รุ่นอื่นๆ จอมอนิเตอร์ระบบiDrive ของบีเอ็มดับเบิลยูM760Li xDrive Model V12 Excellence แสดงผลบนหน้าจอและควบคุมด้วยการสัมผัสรวมถึงระบบการสั่งงานด้วย            การเคลื่อนไหวในระบบiDrive เป็นครั้งแรกของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์7 รวมไปถึงตัวยึดโทรศัพท์มือถือบริเวณคอนโซลซึ่งสามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้แบบไร้สาย ผ่านการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรถยนต์

     

    เสริมทัพในกลุ่มเครื่องยนต์ดีเซลBMW TwinPower Turbo อีก 2 รุ่น: บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performanceบีเอ็มดับเบิลยู320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury

     

    ราคาจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance: 2,499,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ราคาจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury: 2,999,000 บาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ โดดเด่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่งM กับfront splitter สีดำด้าน กันชนหน้าและหลังติดสติ๊กเกอร์Giugiaro สร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าไตสีดำเงาและฝาครอบรอบกระจกข้างแบบคาร์บอน ช่องระบายอากาศด้านหลังและสปอยเลอร์หลังมาในสีดำด้าน พร้อมกรอบประตูสีดำด้านที่ติดตราประทับ'M Performance' ขณะที่ฉายแสงแอลอีดีด้วยโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบริเวณประตู สร้างประสบการณ์อันเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่ก่อนเข้าสู่ตัวรถ

     

    ด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและไฟท้ายแอลอีดีที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอกแอลอีดีเพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

    กุญแจอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาในระบบcomfort access system ที่สามารถสั่งการอย่างง่ายดายได้ด้วยสัญญาณทางไกล พร้อมเซ็นเซอร์น้ำฝนที่สร้างทัศนวิสัยอันปลอดโปร่งในทุกเวลา บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance ยังมีระบบcruise control ช่วยให้ผู้ขับขี่กำหนดความเร็วสูงสุดและสร้างความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ขณะที่กระจกมองหลังด้านในและกระจกข้างฝั่งคนขับยังช่วยป้องกันดวงตาของผู้ขับขี่ไม่ให้พร่ามัวด้วยฟังก์ชันป้องกันแสงจากไฟรถ

    บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อยCO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีดSteptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซCO2 ด้วยประสิทธิภาพอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซCO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติSteptronic Sport 8 สปีด และก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

     

    โฉบเฉี่ยวด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่

     

    บีเอ็มดับเบิลยูต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 เพิ่มนวัตกรรมล่าสุดให้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู320d GT Luxury โฉมใหม่ ผสมผสานยนตรกรรมหรูหราแบบซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง และยังคงประสิทธิภาพเอนกประสงค์ของรถยนต์ในแนวทัวริ่งไว้อย่างครบถ้วน มาพร้อมการออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าแอลอีดีและเทคโนโลยีBMW Selective Beam เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยยามค่ำคืนบนถนนอันคดเคี้ยว รวมไปถึงระบบปรับการทำงานไฟสูง ไฟตัดหมอกแอลอีดี และไฟท้ายแอลอีดี ภายในตัวรถประกอบด้วยคอนโซลสีดำเงาและระบบiDrive ใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้โดยไม่เสียสมาธิจากการขับขี่บนถนน



    จากซ้าย

    1.    คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

    2.    ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

    3.    คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด

    4.    มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

    5.    คุณจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด

    6.    คุณจตุพร ขันมณี รองประธานบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด

    7.    คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

    8.    คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

    9.    คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

     

     

    จากซ้าย

    1.    คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

    2.    คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

    3.    คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

    4.    คุณจตุพร ขันมณี รองประธานบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด

    5.    คุณจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด

    6.    มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

    7.    คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด

    8.    ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

    9.    คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมบริการหลังการขายของ บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรูปแบบใหม่ล่าสุดที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ พร้อมเปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ

    ในภาพจากซ้าย

    1. คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
    2. คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย
    3. มร.ซีซาร์ บาดิลย่า ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    4. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    5. คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
    6. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    7. คุณจตุพล พุทธวิบูลย์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

     

    กรุงเทพฯ.บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเครื่องยนต์ดีเซลจากตระกูลซีรีส์ 5 กับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมประกาศโปรแกรมบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยู             และมินิรูปแบบใหม่ล่าสุด รวมถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างพันธมิตรเพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สู่ประเทศไทย

     

    มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้ความสำคัญต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าของเรา การประกาศหลายข่าวดีของเราในวันนี้ ไม่เพียงแสดงถึงพันธะ สัญญาที่บีเอ็มดับเบิลยูยึดมั่นและมีให้แก่ลูกค้าทุกคน แต่ยังตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกแห่งยนตรกรรม ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้าของเราด้วยรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละท่าน                 ไปจนถึงการสร้างระบบขับเคลื่อนอันสมบูรณ์แบบเพื่อสุนทรียภาพในการขับขี่ เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ในอุดมคติสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เป็นจริง”

     

    “นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport ยังเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ประกอบในประเทศไทยจากโรงงานซึ่งมีศักยภาพการผลิตไม่เป็นรองใครของเราในจังหวัดระยอง จึงทำให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมแห่ง ‘ความปราดเปรียวอันภูมิฐาน’ จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น”

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport: เมื่อความหรูหราเหนือระดับผสานขุมพลังแห่งยนตรกรรม

    ราคา: 3,439,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมแพกเกจ BSI Standard)

     

    รถยนต์รุ่นที่สี่จากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ ที่พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย และเป็นรถยนต์รุ่นแรกในเจนเนอเรชั่นนี้ที่ประกอบในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport มาพร้อมความหรูหรา               อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และขุมพลังดีเซลอันปราดเปรียวเปี่ยมพละกำลัง พร้อม               บุคลิกสไตล์รถยนต์สปอร์ตในทุกขณะขับขี่

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โดยมาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ที่ส่งให้ BMW Individual high-gloss Shadow Line อวดโฉมเส้นสายที่ยกระดับความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น ในขณะที่ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและบุคลิกภาพของรถยนต์ ตั้งแต่เริ่มจนจบการเดินทาง

     

    ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และการตกแต่งด้วย fine-wood trim ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง ในขณะที่ระบบ Gesture Control ที่เปิดตัวไปพร้อมกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คู่กับหน้าจอ แสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร

     

    โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) รูปแบบใหม่ ที่คุณสามารถเลือกรับบริการระดับพรีเมียมได้อย่างตรงใจ

     

    สำหรับโปรแกรม BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ในครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำเสนอทางเลือกในการบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคัดสรรแพ็คเกจการบริการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการในการขับขี่อันเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยจากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันยาวนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพ็คเกจการบริการและการรับประกันรูปแบบใหม่ที่นำเสนอพร้อมทางเลือกของราคาสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิในแต่ละรุ่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจ

    แพ็คเกจ

    การให้บริการ

    ระยะการบำรุงรักษา

    การรับประกัน

    ราคาสำหรับซีรีส์ 1, 2, 3, 4 และ X1, X3, X4

    ราคาสำหรับซีรีส์5, 6, 7, M และ X5, X6, i8

    ราคาสำหรับ MINI

    BSI / MSI Standard

    3 ปี / 60,000 กม.

    3 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง

    30,000

    40,000

    30,000

    BSI Plus

    5 ปี / 100,000 กม.

    3 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง

    30,000

    40,000

    30,000

    Warranty Plus

    3 ปี / 60,000 กม.

    5 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง

    40,000

    50,000

    40,000

    BSI/ MSI Ultimate

    5 ปี / 100,000 กม.

    5 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง

    70,000

    90,000

    70,000

     

    นอกเหนือจากแพ็คเกจการให้บริการที่มีให้เลือกหลายระดับแล้ว โปรแกรม BSI และ MSI ยังมอบสิทธิประโยชน์การดูแลบำรุงรักษารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างครอบคลุม เช่น การบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การบริการเปลี่ยนกรองอากาศภายใน การบริการเปลี่ยนหัวเทียน การบริการเปลี่ยนผ้าเบรกและจานเบรก การบริการตรวจสอบรถยนต์ รวมไปถึงการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ทั้งนี้การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ (Mobility Service) สำหรับทุกแพ็กเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

     

    โปรแกรมรูปแบบใหม่จะเริ่มให้บริการโดยผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

     

    “โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ด้วยการบริการรูปแบบใหม่ที่มีให้เลือกหลายระดับ จึงทำให้ลูกค้าชาวไทยเข้าถึงรถยนต์ของเราที่มาพร้อมกับโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ขั้นต้นได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ยังคงมอบสุนทรียภาพในการขับขี่อย่างไร้            ข้อกังวล” มร. ทอยเชอร์ตกล่าวเสริม

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เสริมแกร่งผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 รุ่นแบตเตอรี่ 94 แอมป์ชั่วโมง ให้แก่สถาบันยานยนต์

    บรรยายภาพ - นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (ที่ 3 จากซ้าย) รับมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 รุ่นแบตเตอรี่ 94 แอมป์ชั่วโมง จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดยนายกฤษฎา อุตตโมทย์  ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และสถาบันยานยนต์ ภายใต้โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า”

     

    ในภาพ (จากซ้ายไปขวา)

    1. ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา กรรมการ สถาบันยานยนต์ และประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
    2. ดร. อรรถวิท เตชะวิบูลย์วงศ์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    3. คุณสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
    4. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    5. คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด
    6. คุณวิสิษฐ์ ดุษฎีประเวศน์ ผู้จัดการขายลูกค้ากลุ่มองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย

     

    สมุทรปราการ.เมื่อเร็วๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 รุ่นแบตเตอรี่ 94 แอมป์ชั่วโมง ให้แก่สถาบันยานยนต์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยการส่งมอบรถยนต์ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และสถาบันยานยนต์ ภายใต้โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของนวัตกรรมยานยนต์แห่งความยั่งยืนในประเทศไทย

     

    คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า                   “หนึ่งในความมุ่งมั่นของเราคือ การสร้างสรรค์และพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมและการออกแบบที่ทันสมัย และเพื่อต่อยอดการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในไทย บีเอ็มดับเบิลยูได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับสถาบันยานยนต์ ภายใต้โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” ในภารกิจที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอันยั่งยืน”

     

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 (รุ่นแบตเตอรี่ 94 แอมป์ชั่วโมง) มีความจุแบตเตอรี่ที่ 33 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ด้วยความสามารถในการกักเก็บพลังงานในเซลล์ลิเธียมไออนที่มากขึ้น โดยมิติของแบตเตอรี่ยังคงมีขนาดเท่าเดิม แต่สามารถขับได้ในระยะทางเพิ่มขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) หรือกว่า 300 กิโลเมตร จากเดิม 190 กิโลเมตร เมื่อขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือท่ามกลางสภาพอากาศอันแปรปรวน หรือการใช้งานพร้อมเครื่องปรับอากาศหรือฮีทเตอร์ บีเอ็มดับเบิลยู i3 ยังคงสามารถทำระยะทางได้กว่า 200 กิโลเมตร ด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มหนึ่งรอบ มอเตอร์ไฟฟ้า hybrid synchronous ส่งพลังที่ 125 กิโลวัตต์ / 170 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 7.3 วินาที บีเอ็มดับเบิลยู i3 จึงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สปอร์ตและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพที่สุดในเซกเมนต์รถพรีเมียมคอมแพ็ค พร้อมอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าที่ 12.6 กิโลวัตต์ / 100 กิโลเมตร (NEDC) เมื่อทำงานร่วมกับ Range Extender เครื่องยนต์เบนซินสองสูบจะส่งกำลังให้ระดับชาร์จแบตเตอรี่คงที่แม้ในขณะขับขี่ จึงสามารถทำระยะทางเพิ่มเติมได้อีกกว่า 150 กิโลเมตร

     

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเผยโฉมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่

     

    กรุงเทพฯ.บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury, และบีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ครบครันทั้งด้านสุนทรียภาพแห่งการออกแบบและสมรรถนะอันปราดเปรียว และยังมาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและระบบกันสะเทือนที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ผสานประสิทธิภาพการขับขี่และความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว ขณะที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละรุ่น

    สองสไตล์ในหนึ่งเอกลักษณ์แห่งตัวตน: บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้ และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4           คอนเวอร์ทิเบิล

    บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้ และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล มากับความภูมิฐานและหรูหรา และพร้อมเปิดตัวในประเทศไทยในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินตระกูล  BMW EfficientDynamics ที่ใช้เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้พลังขับเคลื่อนที่คล่องตัว พร้อมประหยัดพลังงาน

    สง่างาม เร้าใจ สไตล์สปอร์ต

     

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้ด้วยช่องดักอากาศที่

    กันชนหน้าซึ่งออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ดีไซน์ด้านหน้าให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคงและกว้างขวาง                 ช่องดักอากาศมาพร้อมแถบบาร์ที่ทอดยาว สีดำเงาสำหรับรุ่น Sport และสีโครเมียมในรุ่น Luxury เสริม                 ความสมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ต สง่างาม และทรงพลังมากยิ่งขึ้น

     

    ไฟซีนอนในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ได้รับการแทนที่ด้วยไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ และมาพร้อมไฟหน้า ตัดหมอก LED เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ยังได้รับการเพิ่มไฟท้าย LED ให้ความรู้สึกโดดเด่น ปราดเปรียวมากขึ้น ช่องดักอากาศที่ได้รับการปรับเปลี่ยน อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ และกระบังด้านหลังส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่สวยงามเร้าใจกว่าที่เคย

     

    การออกแบบภายในของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สวยงามลงตัวด้วยวัสดุตกแต่งภายในที่เคลือบด้วยสีเงินและโครเมียม ตัดกับสีดำเงาของแผงคอนโซลกลางอย่างลงตัว ให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราและทันสมัย โดดเด่นด้วยแผงควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตด้วยการเย็บแบบตะเข็บคู่ และยังมาพร้อมกับเครื่องหนังและตะเข็บสีใหม่ให้เลือกแต่งได้ตามสไตล์ที่เหมาะกับบุคลิกของผู้ขับ

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่มีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ สีน้ำเงิน Snapper Rocks และสีส้ม Sunset โดดเด่น ดึงดูดทุกสายตา และยังมีอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกสรรได้ตามความชอบ

    ระบบควบคุมเครื่องยนต์และช่วงล่างแบบใหม่เพื่อประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบช่วงล่างใหม่ เพื่อการตอบสนองในการขับขี่ที่ ยอดเยี่ยมกว่าเดิม คงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความสะดวกสบายในการขับขี่ไว้ได้เป็นอย่างดี ให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างโลดแล่นในทุกรูปแบบของการเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่อยู่บนตัวรถ ด้วยระบบควบคุมช่วงล่างใหม่ ซึ่งรวมไปถึงแบบ M Sport suspension รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่                                  มีความมั่นคงและตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

    ระบบนำทางและจอแสดงผลใหม่เพื่อความสะดวกสบาย

    ผู้ขับขี่สามารถใช้งานระบบนำทางในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบ Tile ขนาดใหญ่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถปรับให้แสดงสัญลักษณ์ของเมนูต่างๆ ที่สำคัญตามต้องการ เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที

    บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้: ดีไซน์แห่งยนตรกรรมที่สมดุล

    บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury: 3,499,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport : 3,799,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะ                 อันเปี่ยมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ด้วยความยาวของฐานล้อและ               ความกว้างของตัวรถที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ความสูงลดลง เพิ่มความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต คูเป้มากยิ่งขึ้น ผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู ได้แก่ ระยะห่างระหว่างล้อกับกันชนหน้า             ที่สั้น แต่มีความยาวของฝากระโปรงหน้า มากขึ้น และห้องโดยสารที่เน้นความสะดวกสบาย รวมถึงแนวหลังคาที่ลาดลงอย่างไหลลื่นสวยงาม ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้เป็นที่สุดแห่งการดีไซน์ และยังเหมาะสำหรับการใช้งานขับขี่ในทุก ๆ วัน

    เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ ส่งกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยCO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.8 วินาที

    เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic เสริมความสง่างามด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังพิเศษแบบ Individual

    ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport มากับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic Sport และกล้องแสดงภาพด้านหลัง โฉบเฉี่ยวหรูหราด้วยชุดแต่ง M aerodynamics ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วแบบ Double-spoke และตกแต่งภายนอกด้วยขอบหน้าต่างสีดำเงาภายใน โดดเด่นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ และมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

     

    บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล:ที่สุดแห่งอิสระอันไร้ที่ติ

    บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury : 3,999,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport : 4,299,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

     

    บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล มาพร้อมความเร้าใจในสไตล์รถเปิดประทุน ความสูงหลังคาที่เพิ่มขึ้นเพิ่มความรู้สึกดุดันกว้างขวาง ในขณะที่ฝากระโปรงท้ายที่ยาวขึ้นช่วยเน้นความแข็งแกร่งโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ส่วนหลังคาเปิดประทุนที่ให้ความรู้สึกราวกับองค์ประกอบเรือที่หรูหรา เติมเต็มความสง่างามให้สมบูรณ์แบบ

     

    บีเอ็มดับเบิลยู430i คอนเวอร์ทิเบิล ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

     

    บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke หลังคาเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยเก็บสัมภาระขณะหลังคาเปิด และตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line

    ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics  ล้ออัลลอย Mขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual หลังคาภายในตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวด้วยวัสดุสีดำ anthracite จาก BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

    บีเอ็มดับเบิลยู M4:ที่สุดแห่งยนตรกรรมสายพันธุ์สปอร์ต

    บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ : ราคาเริ่มต้นที่ 8,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

     

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 6 สูบแบบใหม่ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ผสานข้อได้เปรียบของเครื่องยนต์รอบสูงทั่วไปที่ไม่ใช้ระบบอัดอากาศ     เข้ากับความแรงของเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุดของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังประสบความสำเร็จในการลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

     

    หัวใจแห่งความสำเร็จของสมรรถภาพทรงพลังสูงสุดและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนักของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม และด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เอง ส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวม และการตอบสนองที่แม่นยำและความคล่องตัว ด้วยดีไซน์อัจฉริยะที่คัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้พลาสติกเสริม  ใยคาร์บอน (CFRP) และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซีและตัวถัง นอกจากนี้ หลังคาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังสร้างจากวัสดุคาร์บอนเสริมใยทั้งหมด

  • บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย พัฒนาศักยภาพเริ่มสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ตอกย้ำวิสัยทัศน์อนาคตแห่งความยั่งยืน

    ในภาพจากซ้ายไปขวา

    ·        คุณวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

    ·        คุณสุรพล ชามาตย์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม

    ·        คุณวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน)

    ·        มร.เจฟฟรีย์ กอดิอาโน กรรมการผู้จัดการ และประธานบริหารบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง

    ประเทศไทย

    ·        มร.สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

    ·        ดร.อุตตม สาวนายนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    ·        ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

    ·        คุณวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ·        ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย

    ·        คุณวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์

     

    กรุงเทพฯ.บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย นำโดยมร.เจฟฟรีย์ กอดิอาโน (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการและประธานบริหาร พร้อมด้วยมร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต (ที่6 จากซ้าย) ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พาสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ของบีเอ็มดับเบิลยู ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง โดยได้รับเกียรติจาก ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ที่5 จากซ้าย) เข้าร่วมแสดงความยินดีกับอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างอนาคตแห่งความยั่งยืน

     

    โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นโรงงานแห่งเดียวในโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปที่สามารถผลิตยนตรกรรมหรูทั้งสามแบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งนับว่าเป็นโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูที่มีความสำคัญในตลาดภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย และปัจจุบันยังพัฒนาศักยภาพในการเดินหน้าสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด โดยเริ่มสายการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอิน ไฮบริด 2 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury และบีเอ็มดับเบิลยูX5 xDrive40e M Sport ซึ่งเป็นรถยนต์ที่สามารถนำสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และสามารถขับขี่ในตัวเมืองได้โดยปราศจากการปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสีย

    การพัฒนาศักยภาพในการเดินหน้าสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอีกก้าวของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยในการดำเนินพันธกิจตามวิสัยทัศน์แห่งการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน และยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญที่โรงงานที่จังหวัดระยอง และประเทศไทย มีต่อการดำเนินธุรกิจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียน เราเชื่อมั่นว่าโรงงานที่จังหวัดระยอง จะสามารถพัฒนานวัตกรรมและขยายการบริการของเราให้กับลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

    และสามารถสร้างความสำเร็จที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว

    มร.เจฟฟรีย์ กอดิอาโน กรรมการผู้จัดการ และประธานบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง

    ประเทศไทย กล่าวว่า  ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความสามารถของทีมงานทุกคนที่โรงงานในประเทศไทยแห่งนี้ ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถขยายประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากโรงงานของเราในประเทศไทยแห่งนี้ จะเป็นที่แรกและที่เดียวในโลกที่ประกอบได้ทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู มินิและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ภายใต้หลังคาเดียวกันแล้ว เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้พัฒนาศักยภาพในการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอิน ไฮบริด ในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury และบีเอ็มดับเบิลยูX5 xDrive40e M Sport และเชื่อมั่นว่าการขยายสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ณ โรงงานที่ระยองแห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างรากฐานให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค และสนับสนุนให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมแสดงความยินดีและกล่าวถึงความสำเร็จ                 ครั้งนี้ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมและบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีโอกาสทำงานร่วมกันในการขยายการดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศไทยมายาวนานเรารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการฉลองความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยูในการขยายสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ในครั้งนี้ และมีความยินดีที่ได้เห็นบีเอ็มดับเบิลยูให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศอันเป็นเครื่องสะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะนำประเทศไทยนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน 

    รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury และบีเอ็มดับเบิลยูX5 xDrive40e M Sport  เป็นรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดที่มาพร้อมเทคโนโลยีiPerformance ที่เกิดจากการผสมผสานนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู

    และบีเอ็มดับเบิลยูiไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เช่นเดียวกับรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นอื่นทุกรุ่น โดยสามารถส่งกำลังแบบไฮบริดที่ผสานการทำงานของทั้งเครื่องยนต์เทคโนโลยีBMW TwinPower Turboเกียร์สเต็ปทรอนิก 8 สปีด และเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยูeDriveที่พัฒนาโดยบีเอ็มดับเบิลยูiส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู 330e Luxury และบีเอ็มดับเบิลยูX5 xDrive40e M Sportเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาด จึงสามารถใช้งานเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าควบคู่กันไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบที่โดยปราศจากการก่อมลภาวะ พร้อมยังมอบความประหยัดที่เหนือกว่าและสมรรถนะอันโดดเด่นจากการตอบสนองที่รวดเร็วในสไตล์รถยนต์ไฮบริด สามารถคงไว้ซึ่งความเพลิดเพลินในยามขับขี่ตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู โดยไม่ทิ้งแนวคิดของความยั่งยืน

  • บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จับรายชื่อผู้โชคดีรับรางวัลรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport จากโปรแกรม The Ultimate JOY Experience

    ปทุมธานีบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำโดย นายเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ (ซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด จัดพิธีจับรางวัลพิเศษให้แก่เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูผู้โชคดีที่เข้าร่วมโปรแกรม “The Ultimate JOY Experience” และลงทะเบียนใน www.BMWultimateJOY.com ระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา มอบรางวัลสุดหรู รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport มูลค่า 1,999,000 บาท  โดยมี นายปรีชา เบี้ยมุกดา (ขวา) เจ้าพนักงานระดับชำนาญการพิเศษ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์ฝึกอบรมบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

     

    ทั้งนี้ จะมีการประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ www.bmw.co.th, www.BMWultimateJOY.com, และเฟซบุ๊คเพจ BMW Thailand ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

     

     

  • บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยจัดการแข่งขัน BMW Golf Cup International 2017 รอบคัดเลือก เฟ้นหาตัวแทนนักกอล์ฟสมัครเล่นชิงแชมป์ระดับประเทศ

    ในภาพจากซ้าย

    1. มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย
    2. คุณกำพล พิพัฒน์อนันต์กุล ประธานกลุ่มยูโรปา มอเตอร์
    3. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
    4. คุณประชา จิวะพรทิพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไวตา จำกัด
    5. คุณภูมิใจ ขำภโต ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ธนาคารดอยซ์แบงก์ ประเทศไทย
    6. คุณชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์-มีเดียคอนซัลแทนท์ จำกัด
    7. คุณวิเชียร หาญประวีณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิสเซ่น แอนด์ โค จำกัด

     

    กรุงเทพฯ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำโดย มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต (ที่ 3 จากซ้าย) ประธาน จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ BMW Golf Cup International 2017 รอบคัดเลือก ณ สนามนิกันติ กอล์ฟ คลับ นครปฐม โดยมีนักกอล์ฟสมัครเล่นรวมกว่า 2,400 คนทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งใน 120 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ก่อนจะคัดเลือกเหลือเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับโลก

    BMW Golf Cup International เป็นทัวร์นาเมนท์กอล์ฟสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทีมประเทศไทยได้ฉลองชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการคว้าแชมป์ประเภท National Team Category ใน BMW Golf Cup International World Final 2016 ได้เป็นครั้งแรก โดยในปีนี้ บีเอ็มดับเบิลยูเชิญชวนผู้สมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ด้วยการบริจาคเงินท่านละ 2,000 บาท โดยรายได้ทั้งหมดจะถูกนำไปสมทบให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

Go to top